‘อยากประสบความสำเร็จในชีวิต’

23/03/2010

เหมือนจะว่างมากตั้งแต่มีเจ้า พลิ้วไหว เข้ามาอยู่ในชีวิต  (พริ้วไหวคือคอมพิวเตอร์แบบพกพาพะยี่ห้อว่า vaio) วันๆก็อยู่แต่ในห้อง หนังสือก็อ่านน้อยลง ไปนั่งเล่นที่สวนสันติฯก็นานๆไปที ถ่ายรูปเดือนหนึ่งไม่ถึงม้วน ดูแล้วใกล้จะเป็น ฮิคิโคโมริ เข้าไปทุกที-ไผนอนอืดในห้อง!

การพบเจอกันระหว่างผมกับเจ้าพริ้วไหวในแต่ละวันจึงหนีไม่พ้น เอ็มเอสเอ็น ดูข่าวในเว็บเมเนเจอร์,มติชน,mthai มองความเคลื่อนไหววงการดนตรีในห้องเฉลิมกรุง สังเกตลมหายใจของเพื่อนฝูงในเฟสบุ๊ค และดูคลิปสาวๆคณะ2ne1-เท่านั้นจริงๆ  และตอนนี้ก็คิดว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตอยู่ น่าจะเร็วๆนี้

วันนี้ก็ว่างเหมือนทุกๆวันที่ว่าง เลยเข้ากูเกิลเพื่อทดสอบความสามารถของเจ้าเสิร์ชเอ็นจินอันดับหนึ่งนี้ดูสิว่าจะสามารถหาคำตอบในข้อสงสัยของผมได้หรือไม่ (สิ่งที่ไม่ต้องรู้ก็ได้-แถวบ้านผมมักเรียกเพื่อนที่คุยเรื่องอะไรก็ตามแล้วดันรู้หมดแต่รู้แบบสั่วๆ ว่า บักกูเกิล! แต่ถ้าคุยได้แล้วรู้จริงจะเรียกว่า บักวิกิ!)

ผมพิมพ์ประโยคที่ผมคิดว่าสิ้นคิดที่สุดลงไปดูสิว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นยังไงกันนะ

เมื่อกดคลิกแล้วกูเกิลก็รีบหาคำตอบให้ผมโดยไว ผลที่ออกมา ใช้เวลาเพียง 0.10 วินาที และพบรายทั้งหมดประมาณ 2,410,000 รายการ เยอะเหมือนกัน

ลองทายเล่นๆดูสิครับว่าผมพิมพ์ประโยคไหนลงไป… “แม่ง ใครจะไปรู้วะ!” มีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนมา-ครับ ใจเย็นๆ ในอารมณ์ว่างมาก เพิ่งเรียนจบ และกำลังจะไปหาที่เงียบๆคุยกับตัวเองสักสามเดือน  ผมพิมพ์ประโยคนี้ลงไป ‘อยากประสบความสำเร็จในชีวิต’

ดูสิ้นคิดดีไหมครับ

หายากเหมือนนะครับในบรรดาคนที่กำลังหายใจอยู่ที่ไม่อยากประสบความสำเร็จ แต่ๆๆ ความสำเร็จส่วนมากหรือแทบทั้งหมดก็มักจะไม่มาในแบบที่กูเกิลยื่นให้เราภายใน 0.10 วินาที จริงไหม?

ผมไล่สายตาดูจากบนลงล่าง หน้าที่หนึ่งไปหน้าที่สอง ข้อมูลที่พบมีตั้งแต่ยาลดความอ้วน รับสมัครงานขายตรง ยันเสริมดวงชะตาเพื่อทำให้ประสบความสำเร็จ!

พอก่อนๆ เดี๋ยวอ่านจบผมจะกลายเป็นคนที่อภิประสบความสำเร็จกันพอดี

อ่านๆไปก็พบกับบทความหนึ่งเข้าครับขึ้นหัวว่า ‘คุณลักษณะเด่นของผู้ประสบความสำเร็จ 10 ประการ’ ผลงานของอาจารย์ ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์  น่าสนใจๆ ขอลองเข้าไปอ่านเทียบดูว่าผมตรงกับข้อใดบ้างเผื่อจะประสบความสำเร็จกับเขา

อาจารย์แกบอกว่า (ผมไม่เคยร่ำเรียนกับแกแต่ขอเรียกอาจารย์ด้วยความให้เกียรติว่ายืมบทความแกมาเผยแพร่ต่อ)

  1. กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา
  2. มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน
  3. เผชิญหน้ากับความล้มเหลวแล้วเริ่มใหม่
  4. มุ่งมั่นในความคิดของตัวเองและทำจนกว่าจะสำเร็จ
  5. อยู่กับช่วงที่ตัวเองรู้สึกแย่น้อยกว่าช่วงที่ตัวเองรู้สึกดี
  6. รับฟังคำวิจารณ์จากผู้อื่นได้ดี
  7. มีทัศนคติเชิงบวกในเรื่องต่างๆ มากกว่า
  8. มีภาวะความเป็นผู้นำสูง
  9. ให้ความสำคัญกับผู้อื่น
  10. ดำเนินเรื่องด้วยความไม่ประมาท

ตรองดูก็พบว่าตัวผมนั้นใกล้เคียงอยู่สามข้อ คือ 5 6 และ 9 อันนี้ วัดจากที่คุ้นเคยกันมากว่ายี่สิบสามปี! (รู้จักตัวเองดี)

ผมไม่ค่อยชอบนำความทุกข์ที่ตัวเองมีมาแบ่งปันให้เพื่อนหรือใครได้รับรู้ มีเพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า “มึงเห็นแก่ตัวเกินไป และกูว่ามึงกลัวเสียฟอร์ม” ผมอยากจะกราบแทบใจเพื่อนคนนั้นว่า “เพื่อนกูขอโทษที่กูเป็นคนแบบนี้ แต่อยากให้เข้าใจว่ากูเป็นคนแบบนี้ กูอยากจบปัญหาทุกอย่างด้วยตัวกูเอง”

ผมชอบมากที่จะให้คนมาบอกผมตรงๆต่อหน้าว่าผมไม่ดียังไง ดีกว่าไปพูดลับหลังซึ่งผมชังสิ่งนี้มาก

‘คนเราจะน่ารักมากที่สุดเมื่อนึกถึงแต่ตัวเองน้อยที่สุด’ อันนี้แม่ผมสอนมาตั้งแต่เล็ก และยึดถือบูชาไว้ในหัวจิตหัวใจมาโดยตลอด

ที่เหลือเจ็ดข้อนั้น มีบ้างไม่มีบ้างตามแต่กาล

“มีแค่สามข้อนี้แล้วมึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรอ” มีใครหลายคนแอบเป็นห่วงในอนาคตผม

“ผมไม่รู้” ผมตอบในใจ

นั่นสิ แค่สามข้อเอง แต่ก็เอาเถอะ อาจารย์แกก็บอกว่าสิบข้อนี้จากประสบการณ์ของแก 

 ‘ยาบางชนิดก็ใช้ได้กับบางคน’

มีใครหลายคนแหละที่เมื่อได้อ่านหรือรับฟัง ใส่ใจยึดถือเจ้าสิบข้อนี้เป็นสารัตถะในชีวิต แต่ผมคนหนึ่งล่ะไม่

กรรมต่างหากล่ะที่เป็นตัวกำหนดเรา (กรรม=การกระทำ)

เอาง่ายๆ อย่างตอนที่ผมพิมพ์ทุกตัวอักษรของประโยคนี้ ‘อยากประสบความสำเร็จในชีวิต’ลงไปในกูเกิล รายการจากการค้นหา กูเกิลบอกความว่า ประมาณ 2,401,000 รายการ และใช้เวลา 0.10 วินาที

แต่พอผมพิมพ์ประโยคนี้อีกครั้งโดยพิมพ์ถึงคำว่า ‘สบ’ กูเกิลใจดีก็โชว์ประโยคนี้ที่สมบูรณ์ให้ผมคลิกได้เลยโดยที่ไม่ต้องพิมพ์ต่อ

ผมคลิกลงไป

ผลที่ออกมาปรากฏว่า พบรายการที่ค้นหาประมาณ 337,000 รายการ และใช้เวลาประมาณ 0.27 วินาที

รายการน้อยลง และใช้เวลาเพิ่มขึ้นตั้ง 0.17 วินาที ผมกำลังจะบอกอะไร

ผมกำลังจะบอกว่า

ก็ผลที่ได้(คุณค่า)มันลดน้อยลง และเสียเวลาเปล่า กับการที่อยากประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองยังไงล่ะครับ

ในวงสนทนาระหว่างเพื่อน

07/03/2010

ณ เบียร์สถานร้านประจำหน้าวัดพระแก้ว ถูกเติมที่ว่างสามที่ด้วยวัยรุ่นวุ่นรักสามคน

                ผม ชายริรัก, กาก้า ชายที่โดนไล่ออกจากที่ฝึกงาน ทั้งที่อีกสองวันความฝันและความหวังรอคอยอยู่ตรงหน้า, และโคโนจิ ชายที่กำลังเข้มแข็งมีความหวังในการทำงาน

                ผมนั่งคุยกับกาก้ามาได้พักใหญ่ๆ ด้วยเรื่องเดิมๆที่กลับมาพัวพันชีวิตเขาอีกครั้ง

“เดี๋ยวเพื่อนกูจะมานั่งด้วย ชื่อโคโนจิ มันก็เคยเป็นเหมือนมึง” ผมบอกกาก้าในขณะที่สายตามันว่างเปล่า

โคโนจิเพิ่งวางสายไปด้วยเสียงเบิกบานบอกว่าอยากเจอ ผมจึงจัดแจงคิดว่าเพื่อนผมทั้งสองน่าจะมีอะไรได้แลกเปลี่ยนกันบ้าง ก็เพราะเห็นว่าอีกคนชีวิตกำลังถูกเติมฝืน และอีกคนชีวิตกำลังต้องการไฟ ทั้งสองไม่เคยเจอกัน แต่ทุกครั้งที่อยากมีใครมาคอยรับฟังข้างๆ ตัวเลือกแรกที่ทั้งสองคนนึกถึง คือผม

โคโนจิเดินยิ้มร่ามาแต่ไกล ผมโบกมือทักทาย กาก้าเหลือบมอง

“กาก้า นี่โคโนจิ โคโนจิ นี่กาก้า  เพื่อนกู!” ผมแนะนำพอนิดหน่อย โคโนจิ นั่งลงพลางจุดบุหรี่สูบ

 อย่าเพิ่งรำคาญชื่อเพื่อนผมเลยนะครับ ที่จริงมันก็ไม่ได้ชื่อแบบนี้หรอก เพียงแต่เปลี่ยนก็ด้วยความเกรงใจที่เอาเรื่องมันมาเขียนก็เท่านั้น แต่ถ้าเจ้าตัวมาอ่านเจอก็น่าจะรู้ ขอเล่าต่อนะครับ

ด้วยความที่ไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนทำให้เกิดความเงียบผมจึงเริ่มเกริ่น เพื่อเชื่อมการสนทนา

“นี่ ไอ้โคโนจิ มันก็เพิ่งผ่านเรื่องแบบมึงมาน่าจะคุยกันได้” กาก้าเริ่มสนใจ 

การคุยกันครั้งแรกของคนที่ไม่เคยรู้จักถูกเชื่อมด้วยเรื่องเดียวกันที่อีกคนเคยผ่านมา และอีกคนกำลังเผชิญ

ครับ-เรื่องความรักที่ผิดหวัง

“นายจะให้เราทำยังไง ในเมื่อเรามีทุกอย่างให้มัน แต่ผู้หญิงคนนั้น กลับไปมีคนอื่น” กาก้าเริ่ม

“คบกันมาห้าปี ถ้ามีลูกก็เข้าอนุบาลแล้ว จะให้ลืมกันง่ายๆอย่างนั้นเหรอเพื่อน” โคโนจิพยักหน้า ท่าทีเหมือนเป็นเบาะที่รองรับแรงปะทะจากอีกฝ่าย

“กูก็เคยเป็นมา” เขาพูดราวใช้ผ้าเย็นลูบหน้ากาก้า “แล้วมึงเคยจะฆ่าตัวตายเพราะความรักไหม?”โคโนจิถามกลับ กาก้านิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่จะบอกว่า ก็เคยคิดแต่ไม่ได้ลงมือ ดีที่ยังนึกถึงเพื่อนทันเลยโทรศัพท์ไปหาเพื่อนทุกคนที่เขานึกถึง รวมทั้งโทรหาผมด้วยในคืนนั้น

“แต่กูเคย” โคโนจิตอบขณะโยนก้นกรองบุหรี่ที่เพิ่งสูบหมดทิ้งไป

คำถาม คำแทนตัว(กู มึง) และคำตอบ อาจดูขัดในการคุยกันครั้งแรกของคนที่ไม่เคยรู้จักกัน แต่เพราะสิ่งที่เคยผ่านมาเหมือนกันทำให้การสนทนาดูจริงใจขึ้น

“กูเคยกินยา” โคโนจิเว้นช่วงจิบน้ำเปล่าแทนเบียร์เหมือนผมและกาก้า เพราะด้วยการกินยาเกินขนาด ทำให้กระเพาะของเขาไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่

“กูไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียว” โคโนจิย้ำในคำพูดของเขา

“มึงยังดี” เขาหมายถึงกาก้า “มึงยังรักชีวิตมึงไม่ลงมือทำ แต่กูทำมาแล้ว” เขาพูดเหมือนกับว่าการฆ่าตัวตายเป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง ”ตอนที่ยามันออกฤทธิ์ กูรู้แล้วว่ากูจะตาย คนที่กูนึกถึงคนแรก คือแม่กู กูเลยโทรศัพท์ไป แต่เขาไม่ได้รับสาย” โคโนจิยิ้มที่มุมปาก

ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้น โคโนจิ มันรอดมาได้อย่างไร  แต่รู้ว่าการสนทนาในวันนั้นทำให้กาก้า ได้มุมมองบางอย่างกลับไป

“วันนี้มึงอาจจะ รู้สึกดีมีกำลังใจ แต่นาทีต่อไป ชั่วโมงต่อไป หรือพรุ่งนี้ ถ้ามึงยังกลับไปอยู่กับโลกเดิมๆของมึง มึงก็จะกลับมาเหมือนเดิม มันขึ้นอยู่กับมึงแล้วว่ะ”

“กูว่าสิ่งที่มันจะฉุดมึงขึ้นมาจากหลุมนี้ได้คือความฝัน ความฝันที่มึงอยากจะเป็น เราโตๆกันแล้วมึงอยากเป็นอะไรอยากทำอะไรมึงควรมุ่งมั่น เพ่งสมาธิไปที่จุดนั้น ความฝัน แล้วมึงก็จะหลุดมันมาได้” กาก้าพยักหน้า ผมปรบมือให้กำลังใจสำหรับการหลุดพ้นในอดีต และอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น ของเพื่อนทั้งสอง

“ไอ้สาดดดด พูดดีนะเนี่ยมึง ไม่เจอกันนาน” ผมกระแนะกระแหนโคโนจิ

แล้วเสียงหัวเราะ จากโต๊ะของ ชายริรัก(ผม) ชายเริ่มรักตัวเอง(กาก้า) และชายลุ้นฝัน(โคโนจิ) ก็ดังขึ้น

ปล. จริงๆวันนั้นเราคุยกันหลายเรื่องมาก แต่ที่ยกเรื่องนี้ ก็แค่อยากเตือนสติทั้งเพื่อนและตัวผมเองก็เท่านั้น

non-send

03/03/2010

รักที่เก็บไว้ ก็เหมือนช่อดอกไม้ที่ไม่ได้มอบให้

กลิ่นหอมหมาดสดชื่นของมัน คล้ายกลิ่นรักที่คิดคาดเอา

รักถักทอจากหัวใจ ช่อดอกไม้เป็นช่อได้ด้วยมือคนจัด

ด้วยหวังว่าทั้งสองสิ่งนี้ผู้ที่ได้รับคงจะถูกใจ

แต่เปล่า ที่แจกันไม่มีดอกไม้ปัก และความรักไม่คืนกลับมา

เหตุเพราะ สองสิ่งนี้……ไม่เคยถูกส่งไป

ป้าเตย

14/02/2010

ในละครทีวี เมื่อได้ยินคำว่า แม่นม เรามักนึกถึงหญิงมีอายุ (รุ่นป้าแต่ไม่ถึงยาย) แต่งกายด้วยเสื้อขาวพร้อมผ้าถุง ทำกับข้าวกับปลาหาใครเทียบยาก พร้อมเคียงข้างให้คำปรึกษานางเอกหรือพระเอกในยามทุกยากยามที่โดนนางร้ายกลั่นแกล้งหรือตอนที่มากมายปัญหาถาโถม และที่สำคัญเป็นคนดูแลนางเอกหรือพระเอกแทนพ่อแม่ ตั้งแต่เล็กจนโต

ผมเองในชีวิตจริงก็มีแม่นมกับเขาเหมือนกัน ที่จริงบ้านก็ไม่ได้ร่ำได้รวยอะไรหรอกครับ ครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไป มีแม่เป็นครูที่ตอนกลางวันก็ต้องไปสอนนักเรียน ส่วนพ่อนั้นก็ไปขายแรงงานที่เมืองนอก แล้วเบบี้อย่างผมล่ะจะอยู่กับใคร ก็มีผู้หญิงอีกคนที่เข้ามามีพระคุณในช่วงชีวิตผม เธอคือ ป้าเตย

แม่ผมเรียกเธอว่าเอ้ยเต๋ย (สำเนียงภูไท) ผมเรียก ป้าเตย ไม่มีกระแดะเรียกว่าแม่นมเด็ดขาด

ป้าเตยเป็นญาติทางแม่ผม เรามีรั้วบ้านติดกัน ช่วงแรกเกิดของผมก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ ช่วงกลางวันจะไม่มีคนดูแลเด็กน่ารักคนนี้ แม่ก็เลยไว้วานให้ป้าเตยเป็นคนดูแลผมแทน

บ้านเกิดผมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวจังหวัดกาฬสินธุ์เกือบร้อยกิโล อาหารเสริมที่จะบำรุงให้เจ้าตัวน้อยเมื่อแรกเกิดได้เติบโตแข็งแรงก็เห็นจะมีแต่ ซีรีแล็ก(นมผงผสมแป้งแหวะๆ) น้ำมันตับปลา นมตราหมี และอาหารท้องถิ่นประดามีที่ป้าเตยจะนำมาป้อน นก กบ เขียด ปลา ไก่ ไข่ ไข่จักจั่น งู ไข่งู!

ไม่ผิด นี้คืออาหารที่ป้าเตยนำมาป้อนผมจนเติบใหญ่โตเต็มวัยและบวมเป่งอย่างในปัจจุบัน ระหว่างที่พิมพ์ผมนึกถึงอาหารเหล่านั้นด้วยสำนึกในพระคุณ ดิน ฟ้า อากาศ แถบบ้านเกิด และป้าเตย ที่เลี้ยงผมมา ณ ตอนนี้ ก็เห็นจะมีแต่ ปลา ไก่ และไข่ เท่านั้นที่จะมีสิทธิผ่านการกลืนของผมได้ นอกนั้นผมนึกกลัว

“ หลอยกั๋น มั่นคีเลดเป๋น” ป้าเตยบอกถึงความเข้าใจหลานด้วยภาษาภูไทในเรื่องอาหารการกิน ความหมายว่าผมเป็นคนช่างเลือก

                อีกหนึ่งเมนูที่ตกหล่นไป ผมได้กินตั้งแต่เด็กจนตอนนี้ก็ยังลืมไม่ได้ก็คือ มกน่อไม้ (หมกหน่อไม้) วิธีการทำนั้นด้วยความเขลา ผมไม่เคยสอบถามว่าทำอย่างไร ได้แต่กินๆๆ ตามแต่ป้าเตยจะปรุงให้ ป้าเตยมีรสมือในการทำเมนูนี้มาก มากขนาดที่ว่าผมไปตลาดเห็นเจ้าอื่นวางขาย แม่ผมจะซื้อกลับบ้าน ผมบอกปัด เรื่องความอร่อยมันอาจจะเป็นเรื่องอุปาทานหรือใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง มกน่อไม้ ของป้าเตยชนะเลิศในใจผมก็แล้วกัน

                นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ผมว่าเหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นกับเด็กผู้ชายเกือบทุกคน (ถามเด็กผู้หญิงแล้วไม่ปรากฏว่าเคยกัน)คิดย้อนกลับไปก็เสียวไส้ทุกที คิดว่าถ้าโตเป็นควายเหมือนตอนนี้แต่ยังเกิดเหตุ เหมือนกาลครั้งนั้นอยู่ คง ……. ไม่กล้าคิดพอจะเดาออกกันไหมว่ามันคือ….. ครับ ซิบกินจู๋

                วันนั้นมันก็ปวดของมันธรรมดาครับ กิ๊ฟจูเนียร์และผมน่าจะอายุประมาณ สามขวบ เรายังไม่คุ่นเคยกันเท่าไหร่ ผมก็ดึงกิ๊ฟจูเนียร์ออกมาหายใจตามปกติ และ ครื่ดดดด เสียงอาจจะไม่สมจริง แต่ความเจ็บและเสียวแผ่ซ่านเข้าถึงประสาทสัมผัส ผมร้องไห้จ๊ากลั่น แม่รีบวิ่งมาดู (วันนั้นเป็นวันหยุด)

“หลอยกั๋น มั่นเป่น ผ เหลอ” ป้าเตยถามแม่ด้วยความเป็นห่วงในผม แม่คว้ากุญแจหลังตู้เย็นรีบสตาร์ทมอเตอร์ไซด์แล้วหันกลับมาบอกป้าเตยว่า

                “ซิบกิ่นหำมั่น เอ้ย” ป้าเตยหน้าซีดเผือดผมยังร้องไห้ไม่ยอมหยุด

“อี๊หลอยกั๋น ไป๋โต่ฟ้าวผ่ามั่นไป่หา หมอ”

แม่ออกตัวรถโดยเร็วผมเกาะหลังแม่แน่น ระยะทางจากบ้านไปอนามัยไม่ถึงห้าร้อยเมตร แต่ความรู้สึกผมเหมือนนั่งรถไฟจากเหนือล่องใต้-ไกลเหลือเกิน พอถึงปุ๊บแม่พาผมขึ้นเตียง อนามัยนำเครื่องมือมางัดเจ้าซิบปีศาจที่กำลังกัดกินกิ๊ฟจูเนียร์อยู่ เหมือนดึงผมขึ้นมาจากนรก

 อนามัยบอกแม่ “ปลอดภัยแล้วค่ะ มีแผลนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย” โล่งใจทั้งสองฝ่าย

 กลับมาถึงบ้าน ก็พบป้าเตยนั่งคอยอยู่ แม่บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว ป้าเตยค่อยโล่งใจ รั้งผมมากอด ไม่มีคำพูดใดถูกเอ่ย แม่เดินเข้าไปหยิบน้ำในตู้เย็น ได้สักพักก็อุทานขึ้น

“เอ้ย!” ในความหมายว่าเรียกป้าเตย

“เป่น ผเหลอ อิ ?” ป้าเตยรีบอุ้มผมไปหาแม่

“กั๋น ยิบ กุ่ญแจ๋ มิ แม้น เดาะ มั่น” พลันเสียงหัวเราะของผู้มีพระคุณทั้งสองก็ดังขึ้น ครับ แม่หยิบลูกกุญแจที่ไม่ใช่กุญแจรถมอเตอร์ไซด์ สตาร์ทรถพาผมไปหาหมอ และกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ตอนนี้ผมอายุยี่สิบสองจะยี่สิบสามในอีกเจ็ดเดือน ตั้งแต่เกิดจนวินาทีนี้ มีใครหลายคนที่ผมผูกพันรู้จัก ได้ตายจากผมไป ป้าเตยก็เป็นหนึ่งในความทรงจำนั้นของผม เหตุที่เขียนก็ด้วยความคิดถึงอ้อมอกของท่านที่เลี้ยงดูผมมาในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ป้าเตยเป็นหญิงร่างเล็กทำงานแข็งขัน รักลูกหลาน ท่านจากผมไปด้วยโรคมะเร็งร้ายตอนที่ผมอยู่ม.4 และในวันนี้วันที่คนส่วนมากมอบความรักให้คนที่อยู่ข้างกาย วาเลนไทน์ดูจะมีความหมาย เพราะมันให้ทั้งความสุขและระทมทุกข์หากผิดหวัง แต่สิ่งแรกที่ผมจะนึกถึงเมื่อวาเลนไทน์มาเยือน  คือ มันเป็นวันเกิดของป้าเตย  

ถ้าอ่านมาแล้วคับคล้ายคับคลาว่าเหมือนหนังสือ ในเงาเวลา ของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะผมได้แรงบันดาลใจและสไตล์การเขียนมาจาหนังสือเล่มนั้น และด้วยแรงดลใจคิดถึง ป้าเตย

รักนะเด็กวีน

28/01/2010

พอดีระหว่างทางกลับจากบางแสน เจอชายใบ้คนหนึ่งกำลังใช้กล้องถ่ายรูปในมือถือ บันทึกวีดีโอตัวเองที่ใช้ภาษามือบอกเล่าการเดินทางเพื่อที่จะส่งให้ใครอีกคนได้รับรู้ เลยทำให้เกิดไอเดียเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เอาละนะ

เหมือนความรักจะไม่รับรู้เรื่องใดเลยนอกจากเสียงหัวใจ ชายใบ้ กับหญิงสาวสะพรั่ง หัวใจของเขาทั้งสองเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

ครั้งหนึ่งชายใบ้เขียนในกระดาษเพื่อบอกผู้หญิงของเขาว่า ขอโทษด้วยนะที่เขาไม่สามารถจะบอกคำว่ารักให้หล่อนรับรู้ได้ เหมือนชายอื่น หญิงสาวได้แต่ยิ้ม สัมผัสมือเขา แล้วบอกชายใบ้ว่า

 “แค่มีคุณอยู่ใกล้ๆฉันก็รู้สึกอุ่นหัวใจมากพอละ ไม่ต้องบอกว่ารักเหมือนคนอื่นเขาก็ได้”

คำพูดนั้นได้กำซาบเข้าสู่หัวใจชายใบ้อย่างรวดเร็ว เขารู้สึกอุ่นที่มือ เขาจึงเขียนข้อความถึงหญิงสาวว่า “คุณรู้สึกอุ่นที่มือเหมือนผมไหม” หญิงสาวพยักหน้าพลางมองในตาของชายใบ้

เขาเขียนข้อความอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้น ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมรักคุณไหม ให้คุณจับมือผม ถ้ามันรู้สึกอุ่น นั่น แสดงว่าผมรักคุณ แทนคำพูด”

“ค่ะ แต่ไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้นะ เพราะฉันรู้ว่าคุณรักฉัน”

ทั้งสองเดินจับมือเดินเคียงกันสุดสายตะวัน

และอีกวันถัดมาทั้งคู่ได้นัดเจอกันอีกครั้งที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

หญิงสาวเป็นฝ่ายมานั่งรออยู่เกือบสองนาน ชายใบ้จึงเดินทางมาถึง

เธอหน้าบูดบึ้งไว้รอ

 เมื่อมาถึงชายใบ้ทำหน้าซีดแสดงพิรุธ เธอจึงคว้ามือเขามาสัมผัส

“ทำไมมันไม่อุ่น” เธอทำเสียงขึง “นี่คุณไม่รักฉันแล้วหรอ  แล้วไอ้ใบ้ที่ไหนบอกกับฉันว่า ถ้าอยากรู้ว่ารักไหมให้จับมือ ถ้ามืออุ่นแสดงว่ารัก หน็อยย ไอ้ใบ้ขี้โกหก”

เธอสะบัดมือชายใบ้อย่างแรง พลันปรากฏว่ามีเลือดซึมออกมาจากข้อพับแขนของชายใบ้

“อ๋อ นี่สำออยทำเป็นเลือดออกหรอ” ไม่มีเสียงตอบใดๆจากฝั่งชาย เพราะเขาเป็นใบ้

ชายใบ้จึงหยิบ ปากกากระดาษเพื่อเขียนข้อความบางอย่างให้กับผู้หญิงของเขาได้รับรู้ ข้อความมีดังนี้

คือผมต้องขอโทษคุณด้วยที่ผมบอกคุณไม่ได้ว่าผมไปทำอะไรมา เพราะผมเป็นใบ้ และถ้าผมพูดได้จริงคำพูดผมคงไม่สามารถเร็วได้เท่าอารมณ์ โกรธของคุณ แต่ที่ผมอยากบอกคุณคือ ผมยังรักคุณ และที่คุณจับมือผมแล้วมันไม่รู้สึกอุ่นนั้น เพราะ ผมเพิ่งไปบริจาคเลือดมา! รักนะเด็กวีน

การทดลอง ฮิฮะ

22/12/2009
ห่างหายและเหินห่างจากบล็อกเกือบข้ามปีวันนี้นั่งว่างๆ ก็เลยเทียบเชิญพี่สาวร่วมห้องมาเป็นนางแบบ
ในการทดลองถ่ายภาพ
โดยใช้อุปกรณ์ที่มีในห้องนำมาประกอบ ซึ่งภาพที่ได้นั้นก็ราวกับพี่ ธาดา วาริช มาเอง(นี่เอาเข้าไป)
และนี่ก็คือตัวอย่างภาพที่ได้ แต่น แตน แต๊นนนน!
..
(1)(1.1)
(2)(3)
(4)(5)
..
ก็อย่างที่เห็น ภาพทั้งหกภาพนั้นแตกต่างกัน โดยในการทดลองครั้งนี้เรามีตัวแปรต้น(อุปกรณ์)5ชนิดด้วยกัน
เมื่อดูอุปกรณ์และภาพถ่ายแล้วก็ลองทายดูสิครับว่า เพราะเจ้าของสิ่งไหนถึงทำให้เกิดภาพนี้ขึ้นมา...
..

 เห็นอุปกรณ์ก็คงจะพอเดากันออกแล้วใช่ไหมว่าเรานำสิ่งของพวกนี้มาประกอบการถ่ายภาพยังไง
.......ถูกต้องครับ  เราเอามันมาบังแฟรช!
ง่ายและแสนจะง่าย แถมสนุกด้วย
ว่างๆก็ลองเอากลับไปทำที่บ้านดูนะ
..
..
..
..
..
เฉลย  1,1.1 คู่กับ น้ำมันนวดตราจันทร์ทิพย์
     2 คู่กับ สเปรย์ฉีดผม
     3 คู่กับ ไขขวง
     4 คู่กับ ฝ่ามือที่เหมือนคากิเผาไฟของผม
และ  5 คู่กับ แก้วน้ำที่ขโมยมาจากโรงร้อนใน มศว.
..
วันนี้ขอจบการทดลองเพียงเท่านี้ ไว้เจอกันคราวน่า เด้อ
คำแนะนำในการทดลอง-หานางแบบหรือนายแบบที่ดูดีกว่านี้ก็ได้นะ
จะช่วยแรงบันดาลในการถ่ายภาพได้อีกโข เชื่อสิ!

บันทึกปกสีฟ้ากะรายงานเล่มใหญ่

05/09/2009

DSC_0038.5อย่าแปลกใจที่ว่าทำไมเราเพิ่งมาอัพบล็อก หลังจากที่สมัครไว้ และห่างหายไปนาน

ช่วงนี้เราถึงช่วงโค้งสุดท้าย หัวเลี้ยวหัวต่อ ชี้เป็นชี้ตาย เส้นยาแดงผ่าแปด ทิ้งทวน ของการฝึกงาน (ที่เลือกวลีพวกนี้มาเพราะหมือนจะชวนระทึกกะชีวิตช่วงนี้ดี)

เพื่อนเราหลายคนบอกเด๋วนัดฉลองใหญ่ เราดีใจที่การฝึกจะเสร็จสิ้นเพราะมันหมายถึงการสำเร็จการศึกษา ของเพื่อนเรา (เราติดเอฟต้องแก้อีกเทอม)

เวลาสามเดือนกว่าๆ มองย้อนกับไปมันก็ใจหายดี ที่ๆเราคุ้นเคย คนที่เราคบคุย หลายสิ่งอย่าง ทำเราใจแป้วกลับการมาถึงของกำหนดครั้งนี้

เหลือ รายงานเล่มใหญ่ ที่จะต้องทำเป็นหลักฐานส่งซึ่งตามจริง ไม่ต้องมีก็ได้นะ เข้าใจว่าจะเอาไว้เป็นหลักฐานเพื่อดูว่าไอ้คนนี้มันควรจะผ่านการฝึกงานมั้ย รายงานเราคงไม่มีรูปประกอบว่าราทำไรมั่ง เราเห็นบางคนไปสัมภาษณ์ ก็ต้องถ่ายรูปว่าไปสัมภาษณ์คนนี้มาเพื่อเอาไปแปะในรายงาน ซึ่งมันดูวุ่นวาย รูปบางทีมันก็ไม่ได้บอกอะไรเราหมดไส้หมดพุงหรอก แล้วไอ้เล่มสีฟ้าที่ต้องบันทึกทั้งเวลาเข้าออกงาน บันทึกว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง เรายังไม่เขียนสักหน้าเลย โอเคมันอาจจะวัดความรับผิดชอบที่เรามีต่อการบันทึก แต่ถามหน่อยว่า แค่บันทึกตัวหนังสือลงไป มันทำให้เราตั้งใจทำงานเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้นไหม เราว่าจริงๆไม่ต้องมีเรื่องพวกนี้เลยก็น่าจะดีหมายถึงทั้งรายงานเล่มใหญ่และเล่มสีฟ้า เราจะทำดีไม่ดียังไงกับการฝึกงานมันก็เรื่องของเรา เราต่างหากที่ควรรู้เลือกเรียนรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ขอสารภาพจากใจจริงๆว่าที่บ่นๆมาเยอะนั้นเราขี้เกียจเขียนทำ ไอ้หลักฐานทั้งสองชิ้นนี้มากๆ มากถึงมากที่สุด

แต่ยังไงเราก็ต้องทำมันอยู่ดี เพราะมันเป็นกฎที่เราหนีไม่พ้น

สวัสดี

01/08/2009

 ดีใจ

ที่ได้

เจอกัน


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.